1. นอนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ
การอดนอนจะทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายแปรปรวน ทั้งลิ้นรับรส รสชาติน้ำลาย
หรือการไหลเวียนของน้ำในร่างกายจะเปลี่ยนไป คนที่อดนอน หรือนอนไม่พอ
จึงรู้สึกคอแห้ง และปากขมได้
เนื่องจากระบบประสาทไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอนั่นเอง
2. มีปัญหาสุขภาพในช่องปาก
ส่วนใหญ่แล้ว อาการปากขมมักเกิดจากการแปรงฟันที่ไม่สะอาด
ทำให้เชื้อแบคทีเรีย คราบพลัค
และคราบอาหารที่ยังติดอยู่บนผิวฟันเกิดการหมักหมม
ซึ่งอาจก่อให้เกิดการอักเสบในช่องปาก รู้สึกขมในลำคอ ลมหายใจไม่สะอาด
และมีกลิ่นปากได้
3. ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
ยาบางชนิดที่ขมมาก ๆ เช่น ยาโรคหัวใจ ยาทางจิตเวช ยาต้านซึมเศร้า
ยาปฏิชีวนะ หรือแม้แต่อาหารเสริมบางชนิด
ก็อาจทำให้รสขมติดปากติดคออยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งรวมถึงยาหยอดตาหยอดจมูกด้วย
เนื่องจากท่อน้ำตานั้นเชื่อมต่อลงไปถึงโพรงจมูก
4. รสขมจากบุหรี่
สารนิโคติน รวมถึงสารเคมีประเภทกาว เบนซิน และปิโตเลียมต่าง ๆ ภายในบุหรี่ เมื่อสูดดมเข้าไปในปอดมาก ๆ จะเป็นพิษต่อปอด และทำให้มีอาการปากขม ขมในคอ คอแห้งบ่อย ซึ่งเป็นอาการแสดงของโรค
5. เป็นหวัด ติดเชื้อทางเดินหายใจ
การ เป็นหวัด มีไข้ รวมถึงอาการภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ สามารถส่งผลต่อระบบประสาทการรับรสได้เช่นกัน ผู้ป่วยที่เป็น ไข้หวัด จึงมักมีอาการปากจืด หรือรู้สึกปากขม คอขม
6. กรดไหลย้อน
กรดไหลย้อน
คือ ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง หากคุณรู้สึกว่าน้ำลายขม ขมในปากและลำคอ
โดยเฉพาะช่วงหลังมื้ออาหาร เพราะรสขมในน้ำลาย
อาจเกิดจากน้ำดีที่ไหลย้อนขึ้นมาทางหลอดอาหาร
ซึ่งถือเป็นอาการของโรคกรดไหลย้อนค่อนข้างชัดเจน
ทั้งนี้ อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยได้ เช่น ปวดแสบร้อนกลางอก เจ็บหน้าอก
จุกเสียดแน่น เรอบ่อย คลื่นไส้หลังทานอาหาร กลืนอาหารลำบาก ระคายเคืองคอ เจ็บคอ เป็นต้น
7. ตั้งครรภ์
เมื่อผู้หญิงอยู่ในภาวะตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไป
ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะสูงขึ้น ส่งผลให้การรับรส รับกลิ่น
และความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไปหมด รู้สึก ขมปาก ขมคอ ไม่อยากทานอาหาร
และบางครั้งก็อาจมีอาการจมูกไวผิดปกติ
ทำให้ได้กลิ่นอะไรก็เหม็นไปหมดทุกอย่างด้วย
ข้อมูลจาก gedgoodlife
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวดหัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวดหัว แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
วิธีรักษาไมเกรน โดยไม่ต้องใช้ยา
ยอมรับว่าพวกเราหลายคนมีพฤติกรรมแย่ๆ ในการใช้ชีวิตที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่เร่งรีบอยู่ตลอดเวลา นั่งจมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานกว่า 3 ชั่วโมง พักผ่อนไม่เพียงพอ รับประทานอาหารคุณภาพต่ำเพื่อให้หายหิว หรือรับประทานอย่างรวดเร็ว ไม่ออกกำลังกาย มีภาวะความเครียดสะสมต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นที่มาของโรคทั้งสิ้น
ยิ่งใครที่ต้องใช้สายตาเพ่งมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งติดต่อกันครั้งละนานๆ มักจะมีอาการมึนศีรษะ ปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดบ่า ปวดสะบัก ปวดหลัง อาการเหล่านี้จะรบกวนวิถีชีวิตประจำวันอยู่เรื่อยๆ แม้จะหยุดใช้สายตาเพ่งมองไปทางอื่นแล้วก็ตาม ถ้าอาการดังกล่าวสามารถหายไปได้เองภายใน 2-3 วัน เมื่อได้พักผ่อน ทายา หรือรับประทานยา ก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่ ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจปล่อยเอาไว้
แพทย์อายุรเวท วิภาพร สายศรี แพทย์ประจำคลินิกรักษาไมเกรนและโรคปวด ดอกเตอร์แคร์คลินิก ได้ให้คำแนะนำไว้ว่า อาการปวดศีรษะเป็นโรคยอดนิยมของคนทั่วไปในยุคนี้ เมื่อใครปวดศีรษะขึ้นมาก็จะคิดถึงยาสามัญประจำบ้านอย่างยาแก้ปวดเป็นอันดับ แรก แต่ถ้ากินยาแล้วยังไม่หาย ตรวจร่างกายแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติอย่างนี้ถือว่าเข้าข่ายเป็นโรค ‘ไมเกรน' ค่ะ
โรคไมเกรนเป็นโรคที่สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วย พบได้มากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั่วโลก และยังไม่มีวิธีการรักษาใดๆ ช่วยให้หายขาดได้ เป็นแต่เพียงแค่การรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะให้ทุเลาลงเท่านั้น อาการของไมเกรนก็คือ ปวดศีรษะข้างเดียว ซึ่งเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณบ่า คอ ท้ายทอย และเกิดก้อนเนื้ออักเสบที่เรียกว่า Trigger Point บริเวณดังกล่าว มีผลทำให้เลือดและออกซิเจนไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะได้ไม่สะดวก เมื่อได้รับปัจจัยกระตุ้น ที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวมากขึ้น เช่น ความเครียด แสง สี เสียง กลิ่น หรือการ พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงเกิดอาการปวดศีรษะข้างเดียวหรือไม่ก็ปวดสลับข้าง
แต่ปัจจุบันนี้มีวิธีการรักษาโรคไมเกรนแบบใหม่ ซึ่งใช้วิธีการของแพทย์สมัยใหม่ร่วมกับการกดจุด เรียกว่า ‘การรักษาแบบ DMT' (DoctorCare Manipulation Technique) วิธีการนี้ ผู้ป่วยไม่ต้องรับประทานยา หรือผ่าตัด เป็นการรักษาไมเกรนที่เห็นผลชัดเจน โดยสามารถรักษาได้ทั้งอาการไมเกรนเฉียบพลัน และป้องกันการกลับมาของอาการไมเกรนได้ดี DMT จะช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับระบบต่างๆ ของร่างกายที่ทำงานผิดปกติ เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ประสาท การไหลเวียนเลือด โดยจะช่วยพลิกฟื้นระบบต่างๆ ของร่างกายให้เข้าสู่สภาวะสมดุลอีกครั้ง ทั้งยังช่วยให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ รวมถึงสภาวะทางจิตใจ กลับมาทำงานสอดคล้องประสานกันทั้งระบบ ซึ่งกระบวนการนี้ เป็นกระบวนการรักษาสุขภาพที่ยั่งยืน
• แนวทางการรักษา
การรักษาแบบ DMT นั้น แพทย์อายุรเวทจะสอบถามถึงอาการปวด ตำแหน่งที่ปวด และปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวด โดยนำข้อมูลที่ได้จากผู้ป่วยไปเข้าโปรแกรมการสร้างความสมดุลของร่างกาย ร่วมกับเทคนิคการกดจุด เพื่อกระตุ้นการทำงานของทุกระบบในร่างกาย ร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อ และการบริหารร่างกาย
• ขั้นตอนการรักษาแบบ DMT
- ตรวจสภาพกล้ามเนื้อ และตรวจหาตำแหน่ง Trigger Point ที่มีการกดทับ
- กดคลายกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งเหนือจุด Trigger Point
- กดสลาย Trigger Point เพื่อให้ Trigger Point คลายตัวออกเป็นกล้ามเนื้อปกติ
และกระตุ้นให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงศีรษะได้ดีขึ้น
- ยืดกล้ามเนื้อ เพื่อให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น คลายตัว และเคลื่อนไหวได้ดี
กระบวนการดังกล่าวจะช่วยฟื้นฟูระบบต่างๆ ของร่างกาย ให้เข้าสู่สภาวะปกติได้ใหม่อีกครั้ง การรักษาใช้เวลาเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยประมาณ 4-6 ครั้ง ผู้ที่เข้ารับการรักษากว่า 80% จะไม่มีอาการปวดรบกวนอีก อย่างไรก็ตาม หลังจากครบโปรแกรมการรักษาแล้ว ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้กล้ามเนื้อต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานด้วย
อย่างไรก็ตาม การป้องกันตัวเองไม่ให้เจ็บป่วยจากโรคเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งโรคไมเกรนนี้สามารถป้องกันได้ไม่ยาก ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัว เช่น อย่าใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเกินกว่า 2 ชั่วโมง ยุติกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอทันทีที่รู้สึกเกร็ง บริหารกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอ ด้วยการยืดกล้ามเนื้อหลังการใช้คอมพิวเตอร์ทุกครั้ง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เมื่อมีอาการปวดศีรษะ พักผ่อนและทำสมาธิเมื่อมีความเครียดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ประคบน้ำอุ่นบริเวณบ่าและต้นคอเพื่อทำให้กล้ามเนื้อคลายจากการเกร็งตัว หลีกเลี่ยงแสงจ้า หรือสวมแว่นตากันแดด เป็นต้น
ยิ่งใครที่ต้องใช้สายตาเพ่งมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งติดต่อกันครั้งละนานๆ มักจะมีอาการมึนศีรษะ ปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดบ่า ปวดสะบัก ปวดหลัง อาการเหล่านี้จะรบกวนวิถีชีวิตประจำวันอยู่เรื่อยๆ แม้จะหยุดใช้สายตาเพ่งมองไปทางอื่นแล้วก็ตาม ถ้าอาการดังกล่าวสามารถหายไปได้เองภายใน 2-3 วัน เมื่อได้พักผ่อน ทายา หรือรับประทานยา ก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่ ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจปล่อยเอาไว้
แพทย์อายุรเวท วิภาพร สายศรี แพทย์ประจำคลินิกรักษาไมเกรนและโรคปวด ดอกเตอร์แคร์คลินิก ได้ให้คำแนะนำไว้ว่า อาการปวดศีรษะเป็นโรคยอดนิยมของคนทั่วไปในยุคนี้ เมื่อใครปวดศีรษะขึ้นมาก็จะคิดถึงยาสามัญประจำบ้านอย่างยาแก้ปวดเป็นอันดับ แรก แต่ถ้ากินยาแล้วยังไม่หาย ตรวจร่างกายแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติอย่างนี้ถือว่าเข้าข่ายเป็นโรค ‘ไมเกรน' ค่ะ
โรคไมเกรนเป็นโรคที่สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วย พบได้มากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั่วโลก และยังไม่มีวิธีการรักษาใดๆ ช่วยให้หายขาดได้ เป็นแต่เพียงแค่การรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะให้ทุเลาลงเท่านั้น อาการของไมเกรนก็คือ ปวดศีรษะข้างเดียว ซึ่งเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณบ่า คอ ท้ายทอย และเกิดก้อนเนื้ออักเสบที่เรียกว่า Trigger Point บริเวณดังกล่าว มีผลทำให้เลือดและออกซิเจนไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะได้ไม่สะดวก เมื่อได้รับปัจจัยกระตุ้น ที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวมากขึ้น เช่น ความเครียด แสง สี เสียง กลิ่น หรือการ พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงเกิดอาการปวดศีรษะข้างเดียวหรือไม่ก็ปวดสลับข้าง
• แนวทางการรักษา
การรักษาแบบ DMT นั้น แพทย์อายุรเวทจะสอบถามถึงอาการปวด ตำแหน่งที่ปวด และปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวด โดยนำข้อมูลที่ได้จากผู้ป่วยไปเข้าโปรแกรมการสร้างความสมดุลของร่างกาย ร่วมกับเทคนิคการกดจุด เพื่อกระตุ้นการทำงานของทุกระบบในร่างกาย ร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อ และการบริหารร่างกาย
• ขั้นตอนการรักษาแบบ DMT
- ตรวจสภาพกล้ามเนื้อ และตรวจหาตำแหน่ง Trigger Point ที่มีการกดทับ
- กดคลายกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งเหนือจุด Trigger Point
- กดสลาย Trigger Point เพื่อให้ Trigger Point คลายตัวออกเป็นกล้ามเนื้อปกติ
และกระตุ้นให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงศีรษะได้ดีขึ้น
- ยืดกล้ามเนื้อ เพื่อให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น คลายตัว และเคลื่อนไหวได้ดี
กระบวนการดังกล่าวจะช่วยฟื้นฟูระบบต่างๆ ของร่างกาย ให้เข้าสู่สภาวะปกติได้ใหม่อีกครั้ง การรักษาใช้เวลาเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยประมาณ 4-6 ครั้ง ผู้ที่เข้ารับการรักษากว่า 80% จะไม่มีอาการปวดรบกวนอีก อย่างไรก็ตาม หลังจากครบโปรแกรมการรักษาแล้ว ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้กล้ามเนื้อต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานด้วย
อย่างไรก็ตาม การป้องกันตัวเองไม่ให้เจ็บป่วยจากโรคเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งโรคไมเกรนนี้สามารถป้องกันได้ไม่ยาก ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัว เช่น อย่าใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเกินกว่า 2 ชั่วโมง ยุติกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอทันทีที่รู้สึกเกร็ง บริหารกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอ ด้วยการยืดกล้ามเนื้อหลังการใช้คอมพิวเตอร์ทุกครั้ง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เมื่อมีอาการปวดศีรษะ พักผ่อนและทำสมาธิเมื่อมีความเครียดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ประคบน้ำอุ่นบริเวณบ่าและต้นคอเพื่อทำให้กล้ามเนื้อคลายจากการเกร็งตัว หลีกเลี่ยงแสงจ้า หรือสวมแว่นตากันแดด เป็นต้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

